การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเป็นความรับผิดชอบของผู้สอนที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมวิธีการประเมินที่เหมาะสม ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนาหรือสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กและสรุปผลการประเมิน เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าเด็กบรรลุตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์หรือไม่เพียงใด ผู้สอนควรวางแผนและพัฒนาการจัดประสบการณ์อย่างไรต่อไป
การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยควรยึดหลักการ ดังนี้
1. การวางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ การวางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ เป็นภารกิจหนึ่งของผู้สอนโดยเริ่มต้นจาก
1.1 นำหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยไปสู่การปฏิบัติด้วยการออกแบบและจัดทำหน่วยการจัดประสบการณ์และแผนการจัดประสบการณ์
1.2 กำหนดสิ่งที่จะประเมิน วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
1.3 เก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งผู้สอนจะต้องวางแผนและออกแบบว่าในแต่ละวัน แต่ละกิจกรรมจะสังเกตพฤติกรรมใด สังเกตเด็กคนใดบ้าง และนำข้อมูลที่ได้ไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลผลต่อไป
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน การประญา ซึ่งสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ที่มุ่งเน้นพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องนั่นเอง
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี จุดมุ่งหมายของการประเมินพัฒนาการเด็ก เพื่อพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลให้เต็มศักยภาพ ทั้งนี้ ความน่าเชื่อถือของผลการประเมินจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้สอนต้องสังเกตพฤติกรรมหรือการปฏิบัติตนของเด็กเป็นระยะๆ ตลอดปีการศึกษา มีจำนวนครั้งในการสังเกตพฤติกรรมอย่างเหมาะสมและเพียงพอก่อนจะสรุป หรือให้ระดับคุณภาพของพฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงค์ในแต่ละวัย เมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านตามหลักการนี้ คือ การประเมินพัฒนาเด็กด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญ
4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายไม่ควรใช้แบบทดสอบเนื่องจากแนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ความสำคัญกับตัวเด็ก ทั้งการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา การเล่นและการเรียนรู้ของเด็กภายใต้บริบทสังคมและวัฒนาธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ดังนั้น การประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ หรือการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยวิธีการสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก จึงเป็นวิธีการประเมินที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเด็กวัยนี้ ผู้สอนจึงไม่ควรใช้แบบทดสอบที่ใช้กระดาษและดินสอในการเขียนตอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กวัยนี้
5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนตามสภาพที่พึงประสงค์ ที่รวบรวมได้จากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์และการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ผู้สอนต้องนำไปเทียบเกณฑ์การให้ระดับคุณภาพในแต่ละสภาพที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ พร้อมจัดทำข้อมูลสาระสนเทศในระดับห้องเรียนว่า เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการใดบ้างเป็นจุดเด่นหรือควรได้รับการส่งเสริม และนำไปใช้ในการพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูลสื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคลต่อไป
แนวทางการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กำหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัยโดยยึดพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ดังนี้
1) พัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหวสุขภาพอนามัยที่ดี รวมถึงการใช้มือกับตาที่ประสานสัมพันธ์กันในการทำกิจกรรมต่างๆ
2) พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการแสดงความสารถในการแสดงอารมณ์และความรู้สึก โดยที่เด็กรู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสม การมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความสนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่านงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ซื่อสัตย์สุจริต มีความเมตตากรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งเป็น มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบ
3) พัฒนาการด้านสังคม เป็นความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น ปรับตัวในการเล่น และอยู่ร่วมกับผู้อื่น สามารถทำหน้าที่ตามบทบาทของตน ทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้กาลเทศะ สามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน เรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับเด็กอื่น รู้จักร่วมมือในการเล่นกับกลุ่มเพื่อน ปฏิบัติตามข้อตกลงในการเล่น รู้จักการรอคอยตามลำดับก่อน-หลัง
การประเมินพัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วยการประเมินความมีวินัยในตนเอง ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ประหยัดและพอเพียง การดุแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การมีมารยาทตามวัฒนธรรมไทยและรักความเป็นไทย การยอมรับความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การปฏิบัติตนเบื้องต้นในการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
4) พัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถทางสมองที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและสิ่งแวดล้อมด้วยการรับรู้ สังเกต จดจำ วิเคราะห์ รู้คิด รู้เหตุผล และแก้ปัญหา ทำให้สามารถปรับตัวและเพิ่มทักษะใหม่ ซึ่งแสดงออกด้วยการใช้ภาษาสื่อความหมายและการกระทำ เด็กวัยนี้สามารถโต้ตอบหรือปฏิสัมพันธ์กับวัตถุและสิ่งของที่อยู่รอบตัวได้ สามารถจำสิ่งต่างๆที่ได้กระทำซ้ำกันบ่อยๆ ได้ดี เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดี แต่ยังอาศัยการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ แก้ปัญหาการลองผิดลองถูกจากการรับรู้มากกว่าการใช้เหตุผล ความคิดรวบยอดกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวพัฒนาอย่างรวดเร็วตามอายุที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของพัฒนาการทางภาของเด็กวัยนี้เป็นระยะพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยมีโอการใช้ภาษาจากการทำกิจกรรมต่างๆ ในรูปแบบของการสนทนา ตอบคำถาม เล่าเรื่อง นิทาน และการทำกิจกรรมต่างๆ
การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการสนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ ความสารถในการอ่าน เขียนภาพ และสัญลักษณ์ ความสามารถในการคิดรวบยอด การคิดเชิงเหตุผล การคิดแก้ปัญหาตัดสินใจ การทำงานศิลปะ การแสดงท่าทาง / เคลื่อนไหวตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ การมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และความสารถในการแสวงหาความรู้
สำหรับหลักสูตการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก เพื่อให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยใช้เป็นจุดหมายในการพัฒนาและประเมินเด็กให้บรรลุคุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จำนวน 12 ข้อ ดังนี้
1. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสานสัมพันธ์ กัน
2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม
3. พัฒนาการด้านสังคม ประกกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
4. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย 4 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมตามวัย
มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีความสารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับ
วัย
ขั้นตอนการประเมินพัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้นเกิดขึ้นในห้องเรียนขณะจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเด็ก มีขั้นตอนดังนี้
1. การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ และการกำหนดประเด็นการประเมิน
ผู้สอนต้องวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ และกำหนดสิ่งที่จะประเมินจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เพื่อวางแผนการประเมินพัฒนาการและการตรวจสอบทบทวนความถูกต้อง ความครอบคลุม และความเชื่อมโยง อันเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1.1 การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์
การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปสู่การจัดประสบการณ์ ได้มีวิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปีที่สอดคล้องของมาตรฐาน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์และสาระการเรียนรู้เพื่อกำหนดหน่วยการจัดประสบการณ์โดยการนำสภาพที่พึงประสงค์ที่ได้จากการวิเคราะห์มากำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการจัดประสบการณ์นั้นๆ และกำหนดกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม หรือใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์ตามที่สถานศึกษากำหนดในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้บรรลุตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ดังนั้น ผู้สอนต้องวางแผนการประเมินพัฒนาการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์
1.1.1 การกําหนดประเด็นการประเมิน เปนการกําหนดพัฒนาการที่ตองการประเมินตามสภาพที่พึงประสงค ซึ่งครอบคลุมพัฒนาการทั้ง ๔ ดาน ในแตละหนวยการจัดประสบการณ ดังนั้น เมื่อกําหนดประเด็นการประเมินตามสภาพที่พึงประสงคไดแลว ใหพิจารณาวาสามารถจัดเก็บขอมูลการประเมินพัฒนาการเด็กไดจากการจัดประสบการณการเรียนรู และจากกิจกรรมประจําวันโดยการตรวจสอบขอมูลที่เกิดจากการจัด กิจกรรมตามแผนการจัดประสบการณ และการปฏิบัติกิจวัตรประจําวันวาเด็กแสดงพฤติกรรมและความสามารถ ตามสภาพที่พึงประสงคที่ตองการประเมินไดตามประด็นการประเมินที่กําหนดไว และครอบคลุมสภาพที่พึงประสงค ตามที่ไดวางแผนไวในหนวยการจัดประสบการณ
2. การกําหนดวิธีการและเครื่องมือที่ใชในการประเมินพัฒนาการ เมื่อผูสอนกําหนดประเด็นการประเมินพัฒนาการไดชัดเจนแลว ขั้นตอนตอไปคือการกําหนดวิธีการและเครื่องมือที่ใชในการประเมินพัฒนาการ ผูสอนตองวางแผนและกําหนดวิธีการประเมินใหเหมาะสมกับกิจกรรม เชน ใชการสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน/ชิ้นงาน การพูดคุยหรือสัมภาษณเด็ก ฯลฯ วิธีการ ที่ผูสอนเลือกใชตองมากกวา 2 วิธีการ หรือใชวิธีการหลากหลาย ซึ่งวิธีการที่เหมาะสมและนิยมใชในการประเมิน เด็กปฐมวัย มีดังตอไปนี้
2.1 การสังเกตและการบันทึก แบงออกเปน 2 แบบ ไดแก
1. การสังเกตแบบเปนทางการ คือ การสังเกตอยางมีจุดมุงหมายที่แนนอนตามแผนที่วางไว และ 2. การสังเกตแบบไมเปนทางการ คือ การสังเกต ในขณะที่เด็กทํากิจกรรมประจําวันและเกิดพฤติกรรมที่ไมคาดคิดวาจะเกิดขึ้น ผูสอนตองจดบันทึกสิ่งที่รวบรวมได จากการสังเกตอยางเหมาะสม ทั้งนี้ การบันทึกพฤติกรรมมีความสําคัญอยางยิ่งที่ตองทําอยางชัดเจนและสมํ่าเสมอ เนื่องจากเด็กเจริญเติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็กปฐมวัยสามารถ ใชแบบงายๆ
2.11. แบบบันทึกพฤติกรรมแบบเปนทางการ โดยกําหนดประเด็นหรือพัฒนาการที่ตองการสังเกต (สอดคลองกับสภาพที่พึงประสงค) ระบุชื่อ นามสกุลเด็ก วัน เดือน ปเกิด ไวลวงหนารวมทั้งชื่อผูทําการสังเกตดําเนินการสังเกตโดยบรรยายพฤติกรรมเด็กที่สังเกตไดตามประเด็นผูสังเกตตองบันทึก วัน เดือน ปที่ทําการสังเกตแตละครั้ง ขอมูลการสังเกตที่ผูสอนบันทึกลงในแบบบันทึกพฤติกรรมนี้จะชวยใหผูสอนเขาใจพฤติกรรมเด็กไดดีขึ้น และทราบวาเด็กแตละคนมีจุดเดน มีความตองการ มีความสนใจ หรือตองการ ความชวยเหลือในเรื่องใดบาง
2.12. แบบบันทึกพฤติกรรมแบบไมเปนทางการ เปนการบันทึกพฤติกรรมเหตุการณ หรือจากการจัดประสบการณที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวัน โดยระบุชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปเกิดเด็ก ผูสังเกต วัน เดือน ปที่บันทึก อาจบันทึกโดยใชการบรรยาย ใคร ทําอะไร ที่ไหน ทําอยางไร ซึ่งจะเนนเฉพาะเด็กรายกรณีที่ตองการศึกษา ควรมีรายละเอียดและขอมูลที่ชัดเจน ผูสอนควรบรรยายสิ่งที่เด็กทําไดมากกวาสิ่งที่เด็กทําไมได และวิเคราะหประเด็นการประเมินตามสภาพที่พึงประสงคอยางเปนระบบ ขอมูลในการบันทึกตองเปนตามความเป็นจริง ซึ่งขอดีของการบันทึกรายวัน คือ การชี้ใหเห็นความสามารถเฉพาะอยางของเด็ก จะชวยใหครูผูสอนได พิจารณาปญหาของเด็กเปนรายบุคคล รวมทั้งชวยใหผูเชี่ยวชาญมีขอมูลสําหรับวินิจฉัยเด็กไดชัดเจนขึ้นว่าสมควรจะไดรับคําปรึกษาเพื่อลดปญหา หรือสงเสริมพัฒนาการของเด็กไดอยางถูกตองและเปนขอมูลในการพิจารณาปรับปรุงแกไขหรือพัฒนาการจัดกิจกรรมและประสบการณของผูสอนใหดียิ่งขึ้น
2.13. แบบสํารวจรายการ โดยกําหนดประเด็นหรือพัฒนาการที่ตองการสํารวจ (สอดคลอง กับสภาพที่พึงประสงค) ระบุชื่อ นามสกุลเด็ก วัน เดือน ปเกิด ไวลวงหนา มีการกําหนดรายการพฤติกรรมที่ตองการสํารวจละเอียดขึ้น และกําหนดเกณฑในการสํารวจพฤติกรรม เชน ปฏิบัติ - ไมปฏิบัติ ทําได - ทําไมได
เปนตน ชวยใหผูสอนสามารถบันทึกไดสะดวกขึ้น ควรมีการสํารวจพฤติกรรมในเรื่องเดียวกันอยางนอย ๓ ครั้ง เพื่อยืนยันวาเด็กปฏิบัติหรือเกิดพฤติกรรมนั้นไดจริง
2.2 การบันทึกการสนทนา เปนการบันทึกการสนทนาทั้งแบบเปนกลุมหรือรายบุคคล เพื่อประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็นและพัฒนาการดานการใชภาษาของเด็ก ความสามารถ ในการคิดรวบยอด การแกปญหา รวมถึงพัฒนาการดานสังคม อารมณ จิตใจ และบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึกพฤติกรรมหรือบันทึกรายวัน โดยระบุชื่อ นามสกุล อายุเด็ก ภาคเรียนที่ และกิจกรรมที่ใชสนทนา ชองที่ใชในการบันทึกในแบบสนทนาใหระบุวัน เดือน ป/คําพูดของเด็ก/ความคิดเห็นของผูสอนที่สะทอนพฤติกรรมที่แสดงออกของเด็กสอดคลองกับสภาพที่พึงประสงคหรือจุดประสงคการเรียนรูของหนวยการจัดประสบการณ ซึ่งขอมูลเหลานี้จะเปนสวนหนึ่งในการพิจารณาการผานสภาพที่พึงประสงคที่เกี่ยวของในแตละเรื่อง
2.3 การสัมภาษณ เปนวิธีการพูดคุยกับเด็กเปนรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดลอมที่เหมาะสมเพื่อไมใหเกิดความเครียดและวิตกกังวล ผูสอนควรใชคําถามที่เหมาะสมเปดโอกาสใหเด็กไดคิดและตอบอยางอิสระจะทําใหผูสอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปญญาของเด็กและคนพบศักยภาพในตัวเด็กไดโดยบันทึกขอมูลลงในแบบสัมภาษณ ผูสอนควรปฏิบัติดังนี้
การเตรียมการกอนการสัมภาษณ โดยกําหนดวัตถุประสงคของการสัมภาษณ กําหนด คําพูด/คําถามที่จะพูดกับเด็ก ควรเปนคําถามที่เด็กสามารถตอบโตหลากหลายไมมีผิด/ถูก
การปฏิบัติขณะสัมภาษณ ผูสอนควรสรางความคุนเคยเปนกันเอง สรางสภาพแวดลอม ที่อบอุนไมเครงเครียด ใชคําถามที่กําหนดไวถามเด็กทีละคําถาม ใหเด็กมีโอกาสคิดและมีเวลาในการตอบคําถาม อยางอิสระ ใชระยะเวลาสัมภาษณไมควรเกิน 10 นาที
หลังการสัมภาษณ การบันทึกในแบบสัมภาษณ ใหบันทึกคําพูดของเด็กตามความเปนจริง หลังเสร็จการสัมภาษณผูสอนคอยพิจารณาขอมูลจากคําพูดเด็กและลงความคิดเห็นที่สะทอนพฤติกรรมที่แสดงออกของเด็กสอดคลองกับสภาพที่พึงประสงคหรือจุดประสงคการเรียนรูของหนวยการจัดประสบการณที่กําหนดไว ซึ่งข้อมูลเหลานี้จะเปนสวนหนึ่งในการพิจารณาการผานสภาพที่พึงประสงคที่เกี่ยวของในแตละเรื่อง
2.4 สารนิทัศนสําหรับเด็กปฐมวัยเพื่อการประเมินพัฒนาการ
การจัดทําสารนิทัศน (Documentation) เปนการจัดทําขอมูลที่เปนหลักฐานหรือแสดงใหเห็นรองรอยของการเจริญเติบโตพัฒนาการและการเรียนรูของเด็กปฐมวัยจากการทํากิจกรรมทั้งรายบุคคล และรายกลุม ซึ่งหลักฐานและขอมูลที่บันทึกเปนระยะๆ จะเปนขอมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบงบอกถึงพัฒนาการ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา สารนิทัศนจึงเปนการประมวลผลที่แสดงใหเห็นถึงกระบวนการ จัดประสบการณของผูสอนและรองรอยผลงานของเด็กจากการทํากิจกรรมที่สะทอนถึงพัฒนาการในดานตางๆ การจัดทําสารนิทัศนจึงเปนสวนหนึ่งของกระบวนการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ ไดแก
1. พอรตโฟลิโอสําหรับเด็กเปนรายบุคคล เชน การเก็บชิ้นงานหรือภาพถายเด็กขณะทํากิจกรรมมีการใชเทคโนโลยีตางๆ ในการบันทึกเสียง บันทึกภาพที่แสดงใหเห็นถึงความกาวหนาในงานที่เด็กทํา
2. การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณที่เด็กไดรับ เชน การสอนแบบ โครงการ (Project Approach) สามารถใหสารนิทัศนเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกดาน ทั้งประสบการณการเรียนรูของเด็กและการสะทอนตนเองของผูสอน รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบอาจไดจากการบันทึก การสนทนาระหวางเด็กกับผูสอน เด็กกับเด็ก การบันทึกของผูสอน การบรรยายของพอแม ผูปกครองในรูปแบบ หนังสือหรือจดหมาย แมกระทั่งการจัดแสดงบรรยายสรุปใหเห็นภาพการเรียนรูทั้งหมด
3. การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เชน ใชแบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้นการศึกษา
4. การสะทอนตนเองของเด็ก เปนคําพูดหรือขอความที่สะทอนความรู ความเขาใจ ความรูสึกจากการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทํากิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกดวยเทคโนโลยี บันทึกเสียงหรือบันทึกภาพ
5. ผลงานรายบุคคลและรายกลุม ที่แสดงใหเห็นถึงการเรียนรู ความสามารถ ทักษะ จิตนิสัยของเด็ก ผูสอนสามารถนําผลงานของเด็กมาใชพิจารณาพัฒนาการและกระบวนการทํางานของเด็ก ผูสอนสวนใหญมักจะเก็บผลงานการเขียนและผลงานศิลปะ อยางไรก็ตาม ผูสอนควรเก็บผลงานหลากหลายประเภท ของเด็ก เชน ภาพเขียน การรวมระดมความคิดและเขียนออกมาในลักษณะใยแมงมุม การแสดงออกทางดนตรี การกอสรางในรูปแบบตางๆ ตัวอยางคําพูด เปนตน ซึ่งจะเปนประโยชนในการเก็บขอมูลหลักฐานเพื่อประเมิน การเรียนรูและประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
2.5 การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก เปนการประเมินการเจริญเติบโตดานรางกายของเด็ก ซึ่งการพิจารณาการเจริญเติบโตในเด็กที่ใชทั่วๆ ไปอยางตอเนื่อง ไดแก นํ้าหนัก สวนสูง เสนรอบศีรษะ ฟน และการเจริญเติบโตของกระดูก สําหรับแนวทางประเมินการเจริญเติบโต มีดังนี้
2.5.1 การประเมินการเจริญเติบโต โดยการชั่งนํ้าหนักและวัดสวนสูงเด็กแลว นําไปเปรียบเทียบกับเกณฑปกติ ในกราฟแสดงนํ้าหนักตามเกณฑอายุในสมุดบันทึกสุขภาพแมและเด็กของ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใชสําหรับติดตามการเจริญเติบโตโดยรวม
2.5.2 การตรวจสุขภาพอนามัย เปนการตรวจสอบที่แสดงคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยพิจารณาความสะอาด สิ่งผิดปกติของรางกายที่จะสงผลตอการดําเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็ก
3. การกําหนดเกณฑการประเมินและระดับคุณภาพ การกําหนดเกณฑการประเมินและการใหระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ทั้ง 4 ดาน ในแตละสภาพที่พึงประสงค เพื่อเชื่อมโยงไปสูการผ่านตัวบงชี้และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค ดังนั้น ในระดับชั้นเรียนและระดับสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรกําหนดในลักษณะเดียวกัน สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถกําหนดเกณฑการประเมินและการใหระดับคุณภาพผลการ ประเมินพัฒนาการของเด็กที่สะทอนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค ตัวบงชี้ สภาพที่พึงประสงค ดังนั้น พฤติกรรมที่จะประเมิน เปนระบบตัวเลข เชน 3, 2, 1 หรือเปนระบบที่ใชคําสําคัญ เชน ดี, พอใช, ควรสงเสริม ตามที่สถานศึกษากําหนด
4. การดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูล เมื่อผูสอนวางแผนการประเมินพัฒนาการแลวควรทําการสังเกตพฤติกรรมของเด็กเปนรายบุคคล หรือรายกลุม ดวยวิธีการที่หลากหลาย เชน การพูดคุย หรือสัมภาษณเด็ก หรือการประเมินผลงาน/ชิ้นงานของเด็กอยางเปนระบบ เพื่อรวบรวมขอมูลพัฒนาการของเด็กใหครอบคลุมเด็กทุกคนแลวสรุปลงในแบบบันทึก ผลการประเมินสภาพที่พึงประสงคในการเก็บรวบรวมขอมูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพที่พึงประสงค ผูสอนควรเก็บรวบรวมขอมูลเปนรายบุคคล โดยสภาพที่พึงประสงค 1 ตัว ควรไดรับการประเมินพัฒนาการอยางนอย 2 ครั้ง ตอ 1 ภาคเรียน ระยะแรกควรเปนการประเมินเพื่อความกาวหนาไมควรเปนการประเมินเพื่อตัดสิน พัฒนาการของเด็ก ดังนั้น การเก็บรวบรวมขอมูลผลการประเมินพัฒนาการตามหนวยการจัดประสบการณ จึงเปนการสะสมเพื่อยืนยันวาเด็กเกิดพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงคนั้นๆ ชัดเจนและมีความนาเชื่อถือ
5. การสรุปผลการประเมินพัฒนาการ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดการจัดเวลาเรียนสําหรับเด็กปฐมวัยตอ 1 ปการศึกษา ไมนอยกวา 180 วัน สถานศึกษาจึงควรบริหารจัดการเวลาเรียนใหเกิดประโยชนสูงสุดตอการพัฒนา เด็กอยางรอบดานและสมดุล ผูสอนตองเก็บรวบรวมขอมูลพฤติกรรมที่แสดงถึงพัฒนาการของเด็กอยางตอเนื่อง มีการประเมินซํ้าของพฤติกรรมนั้นๆ เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นของผลการประเมิน สรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็ก ตามสภาพที่พึงประสงคใหครบทุกสภาพที่พึงประสงค ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสูการสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็ก รายตัวบงชี้ รายมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค และในภาพรวมพัฒนาการรายดานของเด็กแตละคนตามลําดับ สถานศึกษาควรสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กรายตัวบงชี้ รายมาตรฐานคุณลักษณะ ที่พึงประสงค และในภาพรวมของพัฒนาการรายดาน ภาคเรียนละ 1 ครั้ง สําหรับแนวทางการสรุปผลการประเมิน พัฒนาการเด็กตามสภาพที่พึงประสงคในแตละตัวบงชี้ควรใชฐานนิยม (Mode) ไมควรนําคาระดับคุณภาพ ของสภาพที่พึงประสงคมาหาคาเฉลี่ย ในกรณีมีฐานนิยมมากกวา 1 ฐานนิยม คือ มีระดับคุณภาพซํ้ามากกวา 1 ระดับคุณภาพ การสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กในแตละตัวบงชี้ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษา โดยคํานึงถึงปรัชญาการศึกษา และหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 รวมทั้งการนําขอมูลผลการประเมินพัฒนาการไปใชเพื่อพัฒนาเด็กตอไป
6. การรายงานผลการประเมินพัฒนาการและการนําขอมูลไปใช การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเปนการสื่อสารใหพอแม ผูปกครอง และผูเกี่ยวของ ไดทราบความกาวหนาในการเรียนรูของเด็ก ซึ่งสถานศึกษาตองสรุปผลการประเมินพัฒนาการและจัดทําเอกสาร รายงานใหผูปกครองทราบเปนระยะๆ หรืออยางนอยภาคเรียนละ ๑ ครั้ง การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ สามารถรายงานเปนระดับคุณภาพตามพฤติกรรมที่แสดงออกถึงพัฒนาการแตละดาน ที่สะทอนมาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงคทั้ง ๑๒ ขอตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐
6.1 จุดมุงหมายการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
1. เพื่อใหพอแม ผูปกครอง และผูเกี่ยวของใชเปนขอมูลในการปรับปรุงแกไขสงเสริม และพัฒนาเด็กใหมีคุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงคที่กําหนดในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
2. เพื่อใหผูสอนใชเปนขอมูลในการวางแผนการจัดประสบการณการเรียนรูใหมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3. เพื่อเปนขอมูลสําหรับสถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา และหนวยงานตนสังกัดใชประกอบในการกําหนดนโยบายวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัย
6.2 ขอมูลในการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
6.2.1 ขอมูลระดับชั้นเรียน ประกอบดวย เวลามาเรียน บันทึกผลการประเมิน พัฒนาการตามหนวยการจัดประสบการณ บันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจําชั้น และบันทึกผลพัฒนาการ รายบุคคล และจัดทําสารนิทัศนที่สะทอนการเรียนรูของเด็ก เปนขอมูลสําหรับรายงานใหผูมีสวนเกี่ยวของ ไดแก ผูบริหารสถานศึกษา ครูผูสอน พอแม ผูปกครอง ไดรับทราบความกาวหนา ความสําเร็จในการเรียนรูของเด็ก เพื่อนําไปใชในการวางแผนกําหนดเปาหมายและวิธีการในการพัฒนาเด็ก
6.2.2 ขอมูลระดับสถานศึกษา ประกอบดวย ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะ ที่พึงประสงคทั้ง ๑๒ ขอตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อใชเปนขอมูลและสารสนเทศในการพัฒนาการจัด ประสบการณและคุณภาพของเด็ก ใหเปนไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค รวมทั้งแจงใหผูปกครอง และผูเกี่ยวของไดรับทราบขอมูล โดยผูมีหนาที่รับผิดชอบแตละฝายนําไปใชปรับปรุงแกไขและพัฒนาเด็กใหเกิด พัฒนาการอยางถูกตองเหมาะสม รวมทั้งนําไปจัดทําเอกสารหลักฐานแสดงพัฒนาการของผูเรียน
6.2.3 ขอมูลระดับเขตพื้นที่การศึกษา ประกอบดวย ผลการประเมินมาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงคทั้ง 12 ขอตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยเปนรายสถานศึกษา เพื่อเปนขอมูลสําหรับ ศึกษานิเทศก ผูบริหารการศึกษา ผูเกี่ยวของใชวางแผนและดําเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของ สถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ในการยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษา
6.3 ลักษณะขอมูลสําหรับการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถ เลือกลักษณะขอมูลสําหรับการรายงานไดหลายรูปแบบใหเหมาะสมกับวิธีการรายงานและสอดคลองกับการให ระดับผลการประเมินพัฒนาการ โดยคํานึงถึงประสิทธิภาพของการรายงานและการนําขอมูลไปใชประโยชนของ ผูรับรายงานแตละฝาย ลักษณะขอมูลมีรูปแบบ ดังนี้
6.3.1 รายงานเปนตัวเลข หรือระบบที่ใชคําสําคัญเปนตัวแทนระดับคุณภาพพัฒนาการ ของเด็กที่เกิดจากการประมวลผล สรุปตัดสินขอมูลผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ไดแก - ระดับผลการประเมินพัฒนาการมี 3 ระดับ คือ 3, 2, 1 - ผลการประเมินคุณภาพ “ดี” “พอใช” และ “ควรสงเสริม”
6.3.2 รายงานโดยใชสถิติ เปนการรายงานจากขอมูลที่เปนตัวเลข หรือขอความใหเปนภาพแผนภูมิหรือเสนพัฒนาการ ซึ่งจะแสดงใหเห็นพัฒนาการความกาวหนาของเด็กวาดีขึ้น หรือควรไดรับการพัฒนาอยางไร เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป
6.3.3 รายงานเปนขอความ เปนการบรรยายพฤติกรรมหรือคุณภาพที่ผูสอนสังเกตพบเพื่อรายงานใหพอแม ผูปกครอง และผูเกี่ยวของทราบวาเด็กมีความสามารถมีพฤติกรรมตามคุณลักษณะที่พึงประสงคของหลักสูตรอยางไร
6.4 เปาหมายของการรายงาน
การดําเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ประกอบดวยบุคลากรหลายฝายมารวมมือประสานงานกันพัฒนาเด็กทั้งทางตรงและทางออมใหมีพัฒนาการ ทักษะ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม คานิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงคโดยผูมีสวนเกี่ยวของควรไดรับการรายงานผลการประเมินพัฒนาการของเด็กเพื่อใชเปนขอมูลในการดําเนินงาน
6.5 วิธีการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการใหผูเกี่ยวของรับทราบโดยบันทึกขอมูล ในแบบรายงานตางๆ สามารถใชอางอิง ตรวจสอบ และรับรองผลพัฒนาการของเด็ก เชน แบบบันทึกผลการประเมิน พัฒนาการประจําชั้น สมุดรายงานประจําตัวเด็ก แฟมสะสมงานของเด็กรายบุคคล นอกจากนี้ การรายงาน คุณภาพการศึกษาปฐมวัยใหผูเกี่ยวของทราบในระดับหนวยงานอาจใชรายงานการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาปฐมวัยประจําป จุลสารหรือวารสารของโรงเรียน หรืออาจมีการใหขอมูลกับผูปกครองในลักษณะการใหคําปรึกษาหรือทางการสงจดหมายสวนตัว ฯลฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น