วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2563

เทคนิคการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก ( Observation)
                การงสังเกกตพฤติกรรมเด็ก (Observation) เป็นการฟัง และการเฝ้าดูพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกตามธรรมชาติ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก และเพื่อประเมินพัฒนาเด็ก
การสังเกตพฤติกรรมเด็กที่ดีควรมี
                จุดมุ่งหมาย
          มีแบบสังเกต
          กฎเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรม
          มีการจดบันทึกข้อมูลเป็นหลักฐานสามารถนำมาประเมินได้
หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
            1. กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสังเกต
          2. เตรียมตัว เตรียมเครื่องมือ แบบสังเกต
          3. ควรสังเกตครั้งละ คน โดยสังเกตและพักสลับช่วงเวลา
          4. จดพฤติกรรมที่ตามองเห็นเท่านั้น ถ้าต้องการแปล ตีความ ควรแยกเอาไว้
การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
                1. เพื่อประเมินความสามรถของเด็กค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใด และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
          2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้
          3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
          4. เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งให้ละเอียดมากขึ้น
          5. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา
          6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง
          7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่แฟ้มประวัติสำหรับแนะแนว ส่งต่อให้ชั้นเรียนที่สูงขึ้น

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
            การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท โดยใช้เกณฑ์คือ
1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง
2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก
องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก แบ่งออกเป็น ด้านใหญ่ๆ คือ
          1. การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
          2. ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
          3. การตีความแปลความหมาย การสรุปพฤติกรรม การเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้
ข้อดีของการสังเกต
          1. เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถอ่าน-เขียน
          2. เด็กอยู่ในสภาพธรรมชาติ
          3. กิจกรรมประจำวันดำเนินตามปกติ
          4. ทำให้ครูได้ข้อมูลโดยตรง
          5. วิธีการเหมาะสม เป็นที่ยอมรับ
ข้อจำกัดของการสังเกต
          1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้
          2. ประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตีความหมายพฤติกรรม
          3. ระยะเวลาและจำนวนครั้งในการสังเกต
          4. ทำได้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก
หลักการบันทึกการสังเกตการณ์สังเกตพฤติกรรมเด็ก
          1. ต้องบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่างๆของเด็ก และคนรอบข้างด้วย
          2. รายงานตามลำดับก่อน-หลัง
          3. บรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่ทำไม่ได้
          4. แยกการตีความ แปลความหมายพฤติกรรมออกจากข้อมูลที่ได้จากการบันทึก
ข้อควรปฏิบัติในการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
          1. วางแผนการสังเกตอย่างรอบคอบ
          2. กำหนดลักษณะพฤติกรรมที่ควรสังเกต
          3. สร้างความคุ้นเคยกับเด็กก่อนการสังเกต
          4. นำเอาวิธีการอื่นเข้ามาช่วยหากลักษณะพฤติกรรมนั้นควรได้รับการวิเคาระห์และควรตรวจสอบให้แน่ชัด
          5. ครูผู้สังเกตจะต้องสังเกตเด็กที่กำหนดสภาพแวดล้อมด้วยเสมอ
          6. ควรสังเกตเด็กทุกๆด้าน
          7. สังเกตเด็กในหลายสถานการณ์
          8. ควรสังเกตเด้กเป็นระยะเวลา
          9. การเว้นระยะการสังเกต ควรให้มีช่วงเท่ากันหรือใกล้เคียงกันที่สุด
          10. ควรสังเกตพฤติกรรมเด็กทุกคน
          11. ควรมีผู้สังเกตหลายๆคน จะทำให้ข้อมูลที่ได้เป็นพฤติกรรมที่แท้จริง
          12. ควรใช้แบบสำรวจรายการพฤติกรรม (Checklist) หรือเครื่องมืออื่นๆควบคู่ไปด้วยเสมอ
2. การสัมภาษณ์ (Interview)
          แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
          1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
          2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงการ หรือไม่เป็นทางการ
          3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง
หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์
          1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์
          2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่
          3. ในขั้นสัมภาษณ์เป็นผู้ฟังที่ดี
          4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม
ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
          1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป
          2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
          3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคย ใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก
          4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)
          เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็ก ครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆขณะสังเกต
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
          1. ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียน เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
          2. พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
          3. มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น
การประเมิน สรุป และให้ข้อเสนอแนะบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก บันทึกคำพูด
          1. ความจำกัดทางด้านจำนวนคำศัพท์การออกเสียงต่างๆ ปัญหาในการออกเสียงการเสนอแนวทางแก้ไข
          2. ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องที่ได้พบเห็น
          3. การบรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆและบุคคลต่างๆเช่น ความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ เกลียดความภาคภูมิใจ 
          4. ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ และความประทับใจในบทเรียนหรือเรื่องราวต่างๆ
4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ (Cheklists)
            - ตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการศึกษาอะไร
           สร้างแบบสำรวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
           ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ
ข้อดีของการใช้ Checklists
-         ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว
-         ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล
-         สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที
-         ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร
-         สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ข้อจำกัดของการใช้ Checklists
-         ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด
-         ต้องทบทวน สะท้อนความคิดวิเคราะห์ และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง
-         ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่วับซ้อนได้
5. การเขียนบันทึก (Journal)
          เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน อาจเน้นเฉพาะเด็กที่ศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ
          - บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้
          - เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์เหตุการณ์ การกระทำต่าง ๆ ของตนเอง
ข้อดีของการเขียนบันทึก
ช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตน
ช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น
ทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ห้องเรียนของตน
ข้อจำกัดของการเขียนบันทึก
          ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตน
6. การทำสังคมมิติ (Sociogram)
          เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย แสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่มสะท้อนโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน ทำให้ครูทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน 
เครื่องมือสังคมมิติ
          การทายลักษณะ
ใครเอ่ย………..?
ใครเอ่ย หวงของเล่น ?
ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ ?
          การสร้างภาพทางสังคม
ถ้า……..หนูจะ………?
ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้ หนูจะเลือกใคร
เครื่องมือสังคมมิติ
          นิยมใช้ 2 วิธี คือ การทายลักษณะ และการสร้างภาพสังคม

7. การใช้แบบทดสอบ (Test)
การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง
การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
          เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง ผู้ทดสอบตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร
          สมาคมการอนุบาลศึกษาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (NAEYC,1988) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนสำหรับเด็กและ เพื่อตรวจสอบว่าเด็กได้รับผลดีจากการจัดประสบการณ์ทางการศึกษา
ประเภทของแบบทดสอบ
การทดสอบทางวาจา
การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ (ข้อเขียน)
การทดสอบโดยการปฏิบัติ วรรณคดี ม้าลำพอง (2525)
การทดสอบทางวาจา (Oral Test)
          เป็นการทดสอบแบบปากเปล่า ต้องใช้ภาษาสื่อสารเป็นสำคัญ
การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ (Paper-Pencil Test)
          เป็นการสอบที่ต้องขีดเขียน ใช้กระดา ดินสอหรือปากกาเป็นเครื่องมือสำคัญ
การทดสอบโดยการปฏิบัติ (Performance Test)
          ต้องลงมือกระทำ ครูเป็นผู้สังเกตกระบวนการที่เด้กกระทำว่าถูกต้องหรือไม่ ผลงานเป็นอย่างไร แล้วพิจารณาให้คะแนนโดยประเมินผลตามพัฒนาการของเด็ก
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการทดสอบ
          จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ เช่น
 เพื่อจัดเด็กเข้ากลุ่มตามความเหมาะสม
- ต้องการทราบความก้าวหน้าของการเรียน
2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ
                เพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม ควรวิเคราะห์จุดดีและจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและต้องตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา
- ความเที่ยงตรงตามเกณฑ์
- ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง
(ตามคุณลักษณะหรือโครงสร้างทางทฤษฎี)
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
 ความเหมาะสมของรูปภาพ
- คำถามสอดคล้องกับประสบการณ์ 
- คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
ปริมาณเวลาดำเนินการสอบ
 วิธีการให้คะแนน
การตีความ และ
-วิธีการสร้างแบบทดสอบ
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ
2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก
4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนดวัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้
5. ครูและผู้บริหารต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและตีความผลของการสอบ




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น